ข่าวสารและกิจกรรม
การดำเนินการด้านความโปร่งใสและเสริมสร้างคุณธรรมในการดำเนินงานและช่องทางร้องเรียนทุจริต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเครือข่ายองค์กรทั้งในและต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ของประเทศไทยผ่านโครงการ Chula Global Innovation Club
09/04/2567
นวัตกรรม หรือ Innovation หมายถึง สิ่งประดิษฐ์ที่มาจากความคิดใหม่หรือพัฒนาดัดแปลงใหม่ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และได้รับการยอมรับในการนำไปใช้ หรือในแง่ของการค้าขายนั้น นวัตกรรมสามารถนำไปขายหรือก่อให้เกิดการสร้างรายได้ใหม่ได้ ระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นนโยบายที่หน่วยงานในทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจวิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะการลงทุนในนวัตกรรมของประเทศไทย รัฐบาลไทยภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ให้การสนับสนุนในเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยสนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการในประเทศไทย และสนับสนุนการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยในรั้วมหาวิทยาลัยออกสู่สายตาประชาชนและสังคมให้ได้รับประโยชน์ คาดหวังว่าสุดท้ายนี้ งานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทยจะสามารถก้าวไกลไปยังต่างประเทศได้
เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม: การขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพและการเติบโตของ SMEs ในประเทศไทย ได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก ในประเทศไทยโครงการและองค์กรต่าง ๆ กำลังส่งเสริมการเติบโตของสตาร์ทอัพและ SMEs ในหลากหลายรูปแบบ จากนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ผ่านมานั้น พบว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจใหม่และหนุนการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ เช่น พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ รวมทั้ง การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ นอกจากนี้ นโยบายด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย ยังมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือหลักเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียม
จากแผนแม่บทการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล 2566 – 2570 พบว่า เศรษฐกิจประเทศไทยมีความเปราะบาง ทำให้ประชากรที่อยู่ตรงกลางและฐานรากของพีระมิดเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ได้ยาก ขณะเดียวกันการเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) ฤดูกาลผันผวนที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกระบวนการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภาคเกษตรที่เป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ (Aged Society) การเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อภาวะสงครามและการกีดกันทางการค้าระหว่างภูมิภาค ประกอบกับการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการหลังการระบาดของโควิด-19 ล้วนเป็นสาเหตุให้ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมและนวัตกรรมหรืองานวิจัย การอำนวยความสะดวกในการลงทุน ตลอดจนการผลิตกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลผ่านสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ให้มากขึ้น
ไม่เพียงเท่านี้แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2566 - 2570 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพและการเติบโตของ SMEs ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างมูลค่าและคุณค่าด้วยนวัตกรรมไทย ซึ่งในมิติของการขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพและการเติบโตของ SMEs ในประเทศไทย โดยผลการศึกษาของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในปี 2566 พบว่า หากประเทศไทยต้องการที่จะหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-income Trap) จำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบนิเวศการลงทุนในธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDEs Investment Ecosystem) และระบบพี่เลี้ยงธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDEs Mentoring System) ขึ้น เนื่องจากแท้จริงแล้วประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพโลก ประจำปี 2566 (Global Startup Ecosystem Index 2023) ประเทศไทยได้อันดับที่ 52 ของโลก โดยมี “กรุงเทพมหานคร” เป็นเมืองศูนย์กลางด้านสตาร์ทอัพของประเทศ สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดจากปี 2565 ขยับขึ้น 25 อันดับ จากอันดับที่ 74 ของโลก แซงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย (อันดับ 87) และเป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 จังหวัดที่ติดใน 1,000 อันดับแรก ของเมืองที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน ได้แก่ เชียงใหม่ ที่อยู่ในอันดับ 591 ตามด้วยภูเก็ต อันดับ 640 และพัทยา อันดับที่ 849 แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคที่ต้องเร่งพัฒนา อาทิ คุณภาพของผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพ มาตรการสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศธุรกิจสตาร์ทอัพ และ SME ที่ขาดความเหมาะสม การดึงดูดนักลงทุนและผู้ประกอบการจากต่างประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงกับระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์จากต่างประเทศยังทำได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.2554-2566 ธุรกิจด้านนวัตกรรมในประเทศไทย มีมูลค่าการระดมทุนเพียง 1,320 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 0.3 ของ GDP เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบนิเวศทางธุรกิจในประเทศไทยเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงถึงกันขององค์กร บุคคล และทรัพยากรที่สนับสนุนและขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ระบบนิเวศนี้ครอบคลุมภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และผู้เล่นอื่น ๆ ที่เข้ามาร่วมมือกันและแข่งขันเพื่อสร้างมูลค่า ส่งเสริมนวัตกรรม และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการดำเนินงานของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้เร่งเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ GDP และสร้างเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ โดยมุ่งส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ และธุรกิจ SMEs ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อันเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ได้แก่ 1) เกษตร อาหาร และสมุนไพร 2) สุขภาพและการแพทย์ 3) พลังงาน สิ่งแวดล้อม และยานยนต์ไฟฟ้า 4) การท่องเที่ยว และ 5) Soft power ทั้งนี้ มีกลไกเพื่อการบรรลุเป้าหมายประกอบด้วย 1) กลไกการขยายผลนวัตกรรมในระดับภูมิภาคสู่ตลาด (Regional Market Validation) 2) กลไกทุนโครงการนวัตกรรมแบบมุ่งเป้า (Thematic Innovation) 3) กลไกการสนับสนุนที่ปรึกษาเพื่อพัฒนานวัตกรรม (Managing Innovation Development: MIND) 4) กลไกการทดสอบผลิตภัณฑให้/สอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง (Standard Testing) 5) กลไกการขยายธุรกิจนวัตกรรม (Market Expansion) 6) กลไกสนับสนุนดอกเบี้ยบางส่วนเพื่อเสริมสภาพคล่อง (Working Capital Interest) และ 7) กลไกการสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้มีโอกาสเติบโตและขยายตลาด โดยความร่วมมือจากแหล่งทุนภาครัฐและเอกชน (Corporate CO – Funding) เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า “เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม” เป็นกลไกสำคัญที่ประเทศไทยต้องยกระดับให้สูงขึ้น ต้องอาศัยการดำเนินงานผ่านกลไกความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่า มีระบบนิเวศนวัตกรรมที่ดีที่สุดของโลก (The world ecosystem innovation) โดยมีทรัพยากรที่น่าสนใจหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) หรือศูนย์เร่งในการปั้นธุรกิจวิจัยและนวัตกรรม (Accelerator) ที่ทันสมัย ปัจจุบันนี้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาได้ให้ความสำคัญในการปั้นธุรกิจวิจัยนวัตกรรมเป็นอย่างมาก ดังนั้น หากประเทศไทยเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอย่างเหนียวแน่นมากขึ้น จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นฟูขึ้นอย่างแน่นอน
ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการสร้างความร่วมมือกับเหล่าคณาจารย์ทั้งสองมหาวิทยาลัย และจัดทำโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตของสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn School of Integrated Innovation) เพื่อบ่มเพาะนิสิตในการเป็นผู้ประกอบการหรือสตาร์ทอัพ (Startup) รวมทั้งสนับสนุนให้นิสิตได้เรียนรู้ระบบนิเวศ (ecosystem) ในด้านสตาร์ทอัพอีกด้วย ในปี 2023 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรกับมหาวิทยาลัย Cornell University เปิด Chula-Cornell Global Hub สร้างความร่วมมือในการทำวิจัยร่วมระหว่างอาจารย์ โดยมหาวิทยาลัยร่วมลงทุนวิจัย Matching research fund ซึ่งการสร้างความร่วมมือดังกล่าวได้ให้ผลตอบรับที่ดีและมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ธุรกิจวิจัยนวัตกรรมของประเทศไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น
อีกหนึ่งพันธกิจที่ภาครัฐบาลของไทยให้ความสำคัญ คือ การผลักดันให้เกิดการระดมทุนเม็ดเงินจากภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมของคนไทย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าภาคเอกชนของไทยได้ให้ความสำคัญกับการร่วมลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรมของคนไทยด้วยกันแล้ว ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ไมนีด เทคโนโลยี จำกัด (Mineed Technology Co., Ltd.) เป็นสตาร์ทอัพที่ต่อยอดงานวิจัยของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาแผ่นนำส่งยา (Microneedle) อย่างมีประสิทธิภาพเข้าไปในร่างกายแทนการฉีดยาหรือที่เรียกว่า นวัตกรรม Dissolvable Microneedle โดยได้รับเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนประเทศไทยไปมากกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่า ระบบนิเวศนวัตกรรมในไทยมีความพร้อมเป็นอย่างมากที่จะสเกลอัพไปต่างประเทศ เพราะฉะนั้น การที่ประเทศไทยสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ จะสามารถช่วยให้ประเทศไทยไปได้ไกล และสเกลอัพได้อย่างประสบความสำเร็จ
ด้วยเหตุนี้ โครงการ Chula Global Innovation Club (CGIC) จึงจัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาและประสานความร่วมมือกับพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญสมรรถนะสูงในต่างประเทศ สนับสนุนให้เกิดการลงทุน Spin-offs ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งเป้าที่จะสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่มีมูลค่ามากกว่า 5 หมื่นล้านบาท และสามารถระดมทุนได้ไม่น้อยกว่า 10 เหรียญสหรัฐ (USD) รวมถึงสร้างเครือข่ายที่ปรึกษาระดับโลก (Global Mentors) จำนวนไม่น้อยกว่า 50 คน เพื่อช่วยผลักดันและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจฐานนวัตกรรมจุฬาฯ (Chula Spin-offs)
บทบาทของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อการสนับสนุนระบบนิเวศธุรกิจฐานวิจัยนวัตกรรมของประเทศไทย
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมกันจัดตั้ง Global Innovation Club (CGIC) in USA และสถานเอกอัครราชทูตไทยในภูมิภาคนอร์ดิก หรือที่เรียกว่า Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) พร้อมกับองค์กรพันธมิตร ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022 หรือ พ.ศ. 2565 ได้แก่ สถานเอกอัคราชทูตในประเทศสหรัฐอเมริกา สถานเอกอัคราชทูตในกลุ่มประเทศนอร์ดิก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ องค์การมหาชน (NIA) รวมทั้งหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด (Innospace Thailand Co., Ltd.) สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด (Techsauce Media Co., Ltd.) และหน่วยงานพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศอีกจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อร่วมสร้างแนวทางสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด (Scaleup) โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งเป้าที่จะสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่มีมูลค่ามากกว่า 5 หมื่นล้านบาท และสามารถระดมทุนได้ไม่น้อยกว่า $10 ล้านเหรียญสหรัฐ (USD) ภายในปี พ.ศ. 2566 หรือ ค.ศ. 2023 และ $100MUSD ภายในปี พ.ศ. 2570 หรือ ค.ศ. 2027 รวมถึงสร้างเครือข่ายที่ปรึกษาระดับโลก (Global Mentors) จำนวนไม่น้อยกว่า 50 คน
จากการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา Chula Global Innovation Club (CGIC) สามารถสร้างเครือข่ายส่งเสริมการเร่งสร้างบริษัทสตาร์ทอัพ แบ่งเป็นธุรกิจร่วมลงทุน (VC) และนักลงทุน จำนวน 920 ราย ที่ปรึกษาธุรกิจฐานนวัตกรรม จำนวน 95 ราย องค์กรร่วมสนับสนุนการเติบโตของบริษัทสตาร์ทอัพ จำนวน 41 ราย และแพลตฟอร์มธุรกิจร่วมลงทุนในสหรัฐฯ จำนวน 10 ราย ผลจากการร่วมมือดังกล่าว ก่อให้เกิดกิจกรรมสำคัญภายใต้การดำเนินการของ CGIC จะมุ่งเน้นการสนับสนุนกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพ ผ่านกิจกรรมแบบเต็มรูปแบบทั้งกิจกรรมนำเสนอแผนธุรกิจและระดมทุน (Pitching & Fund Raising) จากนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อเร่งการเติบโตให้แก่บริษัทสตาร์ทอัพจากงานวิจัยของจุฬาฯ กิจกรรมการจับคู่พันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership Matching) เพื่อให้สตาร์ทอัพสามารถขยายตลาดออกสู่ระดับสากล และเกิดคู่ค้าทางธุรกิจในอนาคต จัดกิจกรรม Roadshow เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้เพิ่มมากขึ้น ประชาสัมพันธ์ สร้างแบรนด์ และมีกิจกรรม Hackathon เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และ Mentor ซึ่งในที่ประชุมมีการหารือเพื่อพิจารณาแผนการเร่งสร้างบริษัทสตาร์ทอัพจากงานวิจัยเชิงลึก (Deep-Tech Startup) และการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน และ Global Innovation Club ด้วย โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมความรู้และการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา อำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ นิสิต อาจารย์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพจากไทยขยายธุรกิจในตลาดสหรัฐอเมริกา หรือเข้าถึงผู้ร่วมทุนและนักลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
จากวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม “Innovations for Society” ด้วยยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ Future Leaders: การสร้างผู้นำแห่งอนาคต Impactful Research & Innovation: พัฒนาวิจัยนวัตกรรมที่มีประโยชน์สูงเพื่อสังคม และ Sustainability: การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน จึงมีการผลักดันให้เกิดการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ด้วยการสนับสนุนให้คณาจารย์และนักวิจัยจุฬาฯ จัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพที่สปินออฟงานวิจัยของจุฬาฯ มาดำเนินธุรกิจ ดังเห็นได้จากผลงานเชิงประจักษ์ของบริษัท spin-off เช่น
- บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด (Baiya Phytopharm) ผู้พัฒนา Platform วิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตรีคอมบิแนนท์โปรตีนโดยใช้พืชเป็นตัวกลาง เช่น ยา วัคซีน ระบบคัดกรอง COVID19
- บริษัท แนบโซลูท จำกัด (Nabsolute) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีดัดแปลงไบโอโพลีเมอร์ระดับนาโน เพื่อเป็นระบบนำส่งยาแม่นยำสูง
- บริษัท ไมนีดเทคโนโลยี จำกัด (Mineed technology) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีแผ่นแปะ Microneedle นำส่งตัวยาและเครื่องสำอางผ่านผิวหนัง
- บริษัท เอนจินไลฟ์ จำกัด (EngineLife) ประยุกต์ใช้โปรตีนจากรังไหมในงานการแพทย์ เช่น สร้างเนื้อเยื่อหรืออวัยวะเทียม
- บริษัท คริสตัลไลต์ จำกัด (CrystalLyte) วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมคาร์บอน ด้านพลังงาน
- บริษัท ทานดี อินโนฟูด จำกัด (TannD) โปรตีนทางเลือก เส้นไข่ขาวเพื่อคนรักสุขภาพ รวมถึงบริษัท spinoff จากงานวิจัยอีกมากกว่า 100 บริษัท และธุรกิจนวัตกรรมในการบ่มเพาะมากกว่า 365 ทีม มูลค่า สตาร์ทอัพมีมูลค่าตลาดประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท
Chula Deep Tech Demo Day 2023 สร้างการมีส่วนร่วมในการลงทุนในผลงานนวัตกรรมจากบริษัทสตาร์ทอัพที่บ่มเพาะโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เริ่มต้นปีงบประมาณ 2567 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 Chula Global Innovation Club (CGIC) โดยศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) ได้จัดงาน “Chula Deep Tech Demo Day 2023” ขึ้น พร้อมเชิญนักลงทุน (Venture Capital) กว่า 800 คนจากทั่วทุกมุมโลกเข้าร่วมงาน โดยภายในงานได้นําเสนองานวิจัยจากกลุ่มสตาร์ทอัพจาก 9 บริษัท ได้แก่ Increbio, TannD, Hiveground, EngineLife, Baiya Phytopharm, Mineed technology, Nabsolute, CELLMIDI, CrystalLyte นอกจากการพัฒนานวัตกรรมเชิงลึกที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ ของโลกแล้ว ยังมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ในระดับโลกได้อีกด้วย ซึ่งจากงานดังกล่าว บริษัทสตาร์ทอัพของมหาวิทยาลัยสามารถระดมทุนได้มูลค่ากว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
โครงการ CGIC ได้ดำเนินการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐของไทยหลายแห่งและหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพนวัตกรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประเทศไทย และบรรลุเป้าหมายของโครงการที่กำหนดไว้ ซึ่งตอบรับและสอดคล้องโดยตรงกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ทั้ง 3 เป้าของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้แก่ การเพิ่ม GDP ของประเทศให้เติบโตขึ้นร้อยละ 2 การมีธุรกิจฐานนวัตกรรมจำนวน 1,000 ราย ทั้ง Smart SME/Startup ที่มีรายได้อย่างน้อยรายละ 1 พันล้านบาท และพัฒนาประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้โดยที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงขึ้น โดยเพิ่มจำนวนบริษัทยูนิคอร์นให้ได้ 5 บริษัท อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพและการเติบโตของ SMEs ในประเทศไทยจะประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนเส้นทางของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้นั้น ยังจำเป็นต้องอาศัยระบบนิเวศที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม หากคนไทยเปิดรับกับการสร้างความคิดระดับโลกและความเป็นผู้ประกอบการ (Global and Entrepreneurial Mindset) ร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างขีดความสามารถการขยายขนาด (Drive scaleup capacity building) และการส่งเสริมให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมแห่งความร่วมมือและการเปลี่ยนแปลง (Culture of collaborations and transformation) ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันเสมอ รอยยิ้มและความสุขของคนไทยกับอนาคตที่สดใสย่อมเกิดขึ้นแน่นอน
ผลลัพธ์ของการสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรทั่วโลกผ่านโครงการ Chula Global Innovation Club (CGIC)
กิจกรรมหลักที่สำคัญภายใต้การดำเนินการของ CGIC จะมุ่งเน้นการแสวงหาพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญสมรรถนะสูงในต่างประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายในการสนับสนุนกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพของไทย ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่
- กิจกรรมพา Chula spinoffs เข้านำเสนอผลงานและร่วมงาน เพื่อพบกับนักลงทุนและพี่เลี้ยงธุรกิจนวัตกรรมในสหรัฐอเมริกา
- จัดงาน Chula Deeptech Demo Day ดึงนักลงทุนจากต่างประเทศเข้าร่วมงานมากกว่า 800 คน ลงทุนใน Chula spinoffs 10,000,000 เหรียญสหรัฐ (USD)
- กิจกรรมศึกษาดูงานระบบนิเวศการพัฒนาผู้ประกอบการของสวีเดนและเดนมาร์ค ให้แก่ บพข (PMU C) โดย Chula Global Innovation Club ร่วมกับ TNIU ช่วยประสานงาน
- ประชุม สัมมนา และสร้างเครือข่าย Conferences, Meetings, and Networking with VCs, Investors, Startups, and Ecosystem supporters
- ประชุมและสัมภาษณ์อธิการบดี นักการทูต ผู้บริหาร นักลงทุน พี่เลี้ยงระดับโลกในสหรัฐอเมริกา global mentors, VCs, accelerators in USA
- ประชุมกับหน่วยงานสนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรมในไทยและในสหรัฐอเมริกา
ผลลัพธ์ที่สำคัญของกิจกรรมที่กล่าวมาข้างต้น ได้แก่
- โครงการ Chula Deeptech Demo Day 2023 ร่วมกับ Global Innovation Club in USA, Thailand Nordic Innovation Unit (TNIU) และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ มีนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศและผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800 คน
- จำนวนเงินลงทุนหรือเงินสนับสนุนแก่ธุรกิจฐานนวัตกรรม (Spinoffs) ที่เกิดขึ้นจากผลงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 10,000,000 เหรียญสหรัฐ (USD)
- จำนวนผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีสมรรถนะสูง (Global mentors) ที่เข้าร่วมงาน Chula Deeptech Demo Day 2023 กิจกรรมบ่มเพาะและเร่งสร้างนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย มากกว่า 100 คน
- ฐานข้อมูลนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญสมรรถนะสูง (Directory of Investors & Mentors networks) ประกอบด้วย ข้อมูลเครือข่ายนักลงทุน (Venture Capital Fund) จำนวน 920 คน ข้อมูลผู้เชี่ยวชาญสมรรถนะสูง (Mentors) จำนวน 95 คน องค์กรสนับสนุนสเกลอัพจำนวน 40 องค์กร และข้อมูลองค์กรที่ให้เงินระดมทุนในสหรัฐอเมริกาจำนวน 10 องค์กร
- โครงการวิจัยร่วมระหว่างอาจารย์และนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ Cornell University ผ่าน Chula Cornell Global Hub และ Chula - Cornell Global Strategic Collaboration Awards 6 โครงการ
- MOU Declare of Intention on Global Innovation Club ความร่วมมือพันธมิตรในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ เพื่อระดมทุนวิจัยนวัตกรรม สนับสนุนการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม เศรษฐกิจฐานวิจัยนวัตกรรมไทยให้สเกลอัปพร้อมสร้างบุคลากรสมรรถนะสูงให้ประเทศไทย.
- หนังสือ Accelerating Scaleup Nation: Coach, Cash, Connect ถอดบทเรียนการเร่งธุรกิจวิจัยนวัตกรรมของสหรัฐอเมริกา
แนวทางการนำผลลัพธ์ของการสร้างการมีส่วนร่วมไปปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานของ Chula Global Innovation Club (CGIC)
1) สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน กล่าวถึงการส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมให้มากยิ่งขึ้น ทั้งในกรุงวอชิงตัน รัฐแมริแลนด์ และรัฐเวอร์จิเนีย และการเสริมสร้างเรื่อง Global mindset ให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในประเทศไทย การส่งเสริมให้ชาวต่างชาติมีส่วนรวมมากขึ้นในการเป็นหุ้นส่วนหรือคณะกรรมการในบอร์ดบริหารของธุรกิจบริษัทสตาร์ทอัพ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาเปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศมากขึ้น ทั้งจากทางเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติอินเดีย จีน หรืออาหรับ ที่เข้ามาเป็นหุ้นส่วน ซึ่งสามารถเข้ามาส่งเสริมทั้งในด้านมุมองและการนำเสนอแผนธุรกิจในภาษาอื่น ๆ ซึ่งทางภาครัฐฯ ได้มีการเปิดกว้างมากขึ้น ผ่านการส่งเสริม Visa แบบ Long-Term Resident ของนักลงทุน เพื่อเปิดโอกาสให้นำเงินลงทุนและเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศมากขึ้น
2) สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศ (BOI) กล่าวถึงการเชิญชวนและส่งเสริมผู้มีความสามารถให้เข้ามาสู่ประเทศไทย ผ่านนโยบาย Long-Term Resident VISA ซึ่งมีระยะเวลาถึง 10 ปี โดยสามารถเป็นได้ทั้งผู้ที่ยื่นโครงการผ่านและไม่ผ่าน BOI
หรือการสนับสนุนผู้ประกอบการจากประเทศไทย ในการตั้งสำนักงานในต่างประเทศ โดยให้ความช่วยเหลือด้านภาษี เป็นต้น
3) ตัวแทนสตาร์ทอัพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด เพิ่มการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมความตระหนักรู้ในวงกว้างมากขึ้น เช่น การนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ไปนำเสนอในประเทศต่าง ๆ ในปีนี้มีแผนที่จะไปกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพที่มีศักกยภาพ เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่ผู้ประกอบการท่านอื่น ๆ และแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่เป็นไปได้ในต่างประเทศ โดยในปีนี้ช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2567 จะมีการจัดงานและขอเรียนเชิญ รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทยมาเป็นผู้บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับวงการสตาร์ทอัพของประเทศสหรัฐอเมริกา
4) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA ต้องการให้ความสำคัญและส่งเสริมให้เกิด One Goal and One Team โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้บริษัทสตาร์ทอัพไทยสู่การเป็นยูนิคอร์น ภายใต้ความร่วมมือในโครงการ Global Innovation Club
5) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ สอวช. การดำเนินการขั้นต่อไปในประเด็น pool of mentor ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยบ่มเพาะธุรกิจในประเทศจะต่อยอดอย่างไรให้เครือข่ายมีความยั่งยืนและแรงบันดาลใจให้แก่วงการสตาร์ทอัพ
6) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ DITP มีโครงการพากลุ่มผู้ประกอบการไปนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ในต่างประเทศปีละ 1 ครั้ง โดยปีที่ผ่านมาเข้าร่วมโครงการ Next Rise 2023 ณ ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งในปีนี้มีแผนที่จะเข้าร่วมโครงการอีกครั้ง เนื่องจากรับข้อเสนอและสถานที่ในงานจากผู้จัดงาน โดยในปี 2567 ได้มีการวางแผนที่จะนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ไปนำเสนอในต่างประเทศจำนวน 4 โครงการ ซึ่งต่อรอดูผลการหารืออีกครั้ง ทั้งนี้มีการประสานกับทางคณาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหารือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA
7) กรมทรัพย์สินทางปัญญา มีโครงการให้ความช่วยเหลือด้านการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ โดยเพิ่งเริ่มต้นโครงการมีจำนวน 10 บริษัท
8) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ทางบพค.ยินดีให้ความร่วมมือและขอความร่วมมือในการเสริมสร้างและพัฒนากำลังคนให้มีความรู้ความสามารถ และก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็ง โดยในปีที่ผ่านมามีความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยเชิงลึกมาพัฒนาสู่บริษัทสตาร์ทอัพ หรือ spin-off โดยในอนาคตทางบพค.ความตั้งใจที่จะส่งเสริมและพัฒนาถึงการนำงานวิจัยที่เป็น front tier มาทำให้ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย
9) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวขอบคุณถึงการส่งต่อข้อมูลการถอดบทเรียนที่เป็นประโยชน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่ต้องดำเนินการพัฒนาต่อไปในอนาคต โดยทางบพข.เป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทยผ่านการให้ทุนมหาวิทยาลัยในการสร้างแพลตฟอร์มการปั้นธุรกิจวิจัยและนวัตกรรม (Accelerator) ซึ่งยังมีอีก 10 แพลตฟอร์มที่มีความเชี่ยวชาญที่ต่างแตกกัน เช่น เกษตร อาหาร AI สิ่งแวดล้อม ทางบพข.จึงอยากเชื่อมโยงเครือข่ายแต่แพลตฟอร์มของทางบพข.กับ Accelerator โครงการ Global Innovation Club เพื่อประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องขอหารือต่อไป
10) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ทาง DEPA กำลังผลักดัน Digital Nomad VISA โดยหารือร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ ตอนนี้มีความเห็นชอบและกำลังเสนอครม. โดยเป็นการเสนอให้ VISA ระยะ 1 ปีให้กับกลุ่ม Digital talented ที่จบจาก Top university 600 มหาวิทยาลัย ซึ่งจะครอบคลุมไปถึง Digital Nomad VISA ด้วย เรื่อง Global mindset ของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ซึ่งทาง DEPA ก็มีความพยายามในการเชื่อมโยงกับต่างประเทศเช่นกัน จึงจะเป็นการดีที่จะมาทำงานร่วมกัน
11) อัครราชทูตที่ปรึกษา อว. ประจำประเทศสหรัฐอเมริกา ทางสำนักงานที่ปรึกษา อว. ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมและประชาสัมพันธ์กับหน่วยงานในเครือข่าย
12) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางจุฬาฯ มีแนวปฏิบัติที่ช่วยสนับสนุนและส่งเสริมบุคลากรของมหาวิทยาลัยให้นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ รวมถึงการบูรณาการหน้าที่ต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระงานให้แก่คณาจารย์
13) บริษัท CU Enterprise จำกัด ในปีนี้มีความร่วมมือกับสอวช. ในการนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของมหาวทิยาลัยต่าง ๆ ไปนำเสนอ และให้ความช่วยเหลือในการก่อตั้ง Holding Company ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จำนวน 10 มหาวิทยาลัย และส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมซึ่งประมาณการมีนักวิจัยเกือบ 5,000 คน เข้าร่วม
ทั้งนี้ จากความร่วมมือและการมีส่วนรวมในการสนับสนุนโครงการ Chula Global Innovation Club ส่งเสริมและสนับสนุนให้จุฬาลงกรณ์สามารถแสดงบทบาทในการขับเคลื่อนระบบนิเวศธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ของประเทศไทยได้อย่างหลากหลาย โดยมหาวิทยาลัยนำข้อเสนอแนะจากองค์กรเครือข่ายต่าง ๆ มาพัฒนาเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 ต่อไป ไม่ว่าจะเป็น
1) ร่วมมือกับ The Founder Institute (FI) เพื่อนำโครงการ Accelerator มาทำที่ประเทศไทยได้สำเร็จเพื่อเพิ่มโอกาสการขยายธุรกิจสตาร์ทอัพไทยใน US เริ่มรุ่นของการบ่มเพาะแรกในช่วงมีนาคม-กรกฎาคม 2567 ซึ่งทาง FI จะให้ Mentors ของ Founder FI มาเป็น Mentor พร้อม CEO accelerator ชื่อดังของเขต Columbia, Maryland และ Virginia
2) ร่วมมือกับ The Center for Advancing Innovation (CAI), เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดกิจกรรม “Chula Global Health Demo Day” เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2567 เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมสุขภาพได้มีโอกาสในการนำเสนอ (Pitching) ธุรกิจโดยมีนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมเพื่อขยายโอกาสในการระดมทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาและการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการพัฒนาธุรกิจ
3) การพัฒนาโมเดลปฏิบัติการพี่เลี้ยงธุรกิจนวัตกรรม (IDE Mentoring Operation Model) ร่วมกับ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และบริษัท CU Enterprise จำกัด เพื่อสร้างต้นแบบของระบบพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจฐานนวัตกรรมในประเทศไทย
